โปรเม

โปรเม อัจฉริยะต้องสร้าง หนัง based on true story Netflix

โปรเม อัจฉริยะต้องสร้าง หนัง based on true story Netflix

เป็นหนัง based on true story Netflix ที่ถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นว่าคุณพ่อนั้น วางตารางชีวิตของโมและเม ตั้งแต่ตื่นนอนยันหัวถึงหมอน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ เพื่อให้ลูกสาวทั้งสองออกไปวิ่ง ก่อนที่จะกลับมาทานอาหารเช้าและไปโรงเรียน แต่แทนที่ลูกสาวทั้งสองจะได้เรียนเต็มวันแบบเด็กคนอื่น คุณพ่อได้ยื่นข้อแม้กับทางโรงเรียนว่าทั้งสองจะเรียนแค่ครึ่งวันเท่านั้น และอีกครึ่งวันบ่าย เด็กสาวทั้งสองจะต้องไปซ้อมตีกอล์ฟอย่างหนักเพื่อพัฒนาให้ทั้งสองกลายเป็นนักกีฬาเยาวชนให้เร็วที่สุด ท่ามกลางความเป็นห่วงในสายตาของแม่ (เปิ้ล หัทยา วงษ์กระจ่าง) ช้างเท้าหลังของครอบครัวที่ให้การสนับสนุนพ่อสมบูรณ์ในทุกรูปแบบ แม้ว่าบางครั้งเธอจะมีความคิดต่างจากพ่อตัวเองอยู่ไม่น้อยก็ตาม

เราจะได้เห็นช่วงเวลาวัยเด็กที่ขาดหายไปของโมและเม เนื่องจากเด็กสาวทั้งสองไม่มีโอกาสเล่นสนุก หรือทำกิจกรรมแบบเดียวกับที่เด็กวัยเดียวกันได้ทำ มิหนำซ้ำเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการซื้อไอติม ก็จัดเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเด็กทั้งสอง แต่ทุกการทำอะไรที่สุดโต่งจนเกินไปย่อมไม่เกิดผลดี ข้อห้ามดังกล่าวทำให้เม เริ่มมีวิธีคิดในการไป “ไถเงิน” จากเด็กคนอื่นๆ เพื่อนำมาซื้อไอติม (เมื่อเงินติดกระเป๋าไม่ลดลง เธอจะได้ไม่ถูกพ่อถามว่าเอาเงินไปซื้ออะไร)

ชีวิตวัยเด็กที่ถูกตีกรอบ แต่ด้วยการฝึกซ้อมอย่างหนัก ส่งผลลัพธ์ที่ดีที่ทำให้โม (ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร) และเม (คริสซี่ – กฤษณ์สิรีสุขสวัสดิ์) กลายเป็นมือกอล์ฟดาวรุ่งที่ได้รับการจับตาจากทั้งวงการ จนกระทั่งเม ผู้เป็นน้องของโม ได้ก้าวไปสู่ “มือหนึ่ง” ของโลกได้สำเร็จ ทว่าหลังจากนั้นเมกลับมองเห็นความเจ้ากี้เจ้าการและบงการชีวิตจากพ่อของเธอแบบไม่จบสิ้น ทำให้เม ทะเลาะกับพ่อตัวเองครั้งใหญ่และนำไปสู่จุดผกผันที่สุดในชีวิตของเธอ

ความน่าสนใจของ โปรเม อัจฉริยะต้องสร้าง คือการแสดงให้เห็นถึงความพยายามแบบสุดโต่งของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจจะเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม ทว่าระหว่างทางนั้นบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กๆนั้นไม่มีวันจางหายไปเลย มิหนำซ้ำตลอดทั้งเรื่องเราแทบจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของ “ตัวละคร” คุณพ่อสมบูรณ์ อันเป็นการแสดงของธเนศ วรากุลนุเคราะห์จะเต็มไปด้วยการตะโกน ขึ้นเสียงโวยวาย จนเส้นเอ็นคอปูดโปนตลอดเวลา ก็ทำให้เราเห็นว่าการเลี้ยงลูกแบบ “รักลูกให้ตี” นั้นอาจจะส่งผลดีและร้ายมากพอๆกันในช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิต

ต้องบอกเลยว่าหนัง based on true story Netflix เรื่องนี้ไม่ควรพลาดมาก ๆ เพราะมันสะทเอนให้เห็นถึงปัญหาครอบครัวในปัจจุบัน บางครอบครัวพ่อแม่นั้นก็ยังไม่เปิดใจรับฟังลูก ได้ข้อคิดจากหนังเรื่องนี้เยอะมาก ๆ สามารถดูได้ที่ Netflix

 

 


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *